Skip to content

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

🎵 เกี่ยวกับการแจมดนตรีออนไลน์และ Jamulus

ทำไม MJTH Band สามารถไลฟ์สดเล่นดนตรีได้โดยเสียงไม่ดีเลย์?

เราใช้ TikTok เพื่อเปิดกล้อง แต่ใช้โปรแกรม Jamulus ในการรวมเสียง

การแจมด้วย Jamulus ไม่ใช่ว่าไม่มีดีเลย์ ยังมีดีเลย์อยู่บ้าง แต่อยู่ในระดับที่สามารถเล่นดนตรีด้วยกันได้

Setup ของเราคือ นักดนตรีและนักร้องแต่ละคนจะเชื่อมต่อเสียงผ่านโปรแกรม Jamulus บนคอมพิวเตอร์ และใช้มือถือเปิดกล้องเพื่อไลฟ์ผ่าน TikTok (โดยปิดไมค์มือถือ) โดยจะมี Host (หัวหน้าวง) ทำหน้าที่มิกซ์เสียงที่รวมกันเสร็จแล้วจาก Jamulus ส่งออกไปที่ไลฟ์ TikTok ทำให้คนดูได้ยินเสียงดนตรีที่เล่นพร้อมกันสดๆ

ทำไมใช้ Jamulus ดีเลย์น้อยกว่า voice chat ตัวอื่นๆ?

สาเหตุหลักที่แอป voice chat ทั่วไปมีดีเลย์ ไม่ใช่เพราะอินเทอร์เน็ตช้า (ปกติเน็ตในประเทศรับ-ส่งข้อมูลใช้เวลาไม่ถึง 0.004 วินาที) แต่เกิดจาก “การประมวลผลเสียง” ของแอปเหล่านั้น เช่น การตัดเสียงรบกวน (noise suppression) การตัดเสียงสะท้อน (echo cancellation) หรือการบัฟเฟอร์ข้อมูลเพื่อให้เสียงลื่นขึ้น (network jitter buffer) ซึ่งการประมวลผลเหล่านี้ทำให้เสียงดีเลย์

Jamulus ถูกออกแบบมาเพื่อการเล่นดนตรีออนไลน์โดยเฉพาะ จึงตัดการประมวลผลพวกนี้ออก รับเสียงมาแบบไหน ก็ส่งไปแบบนั้นทันที ทำให้ดีเลย์น้อยมากจนสามารถเล่นดนตรีพร้อมกันได้

ต้องเตรียมอุปกรณ์ก่อนเล่นอะไรบ้าง?

เพื่อให้การเล่นราบรื่นที่สุด ขอแนะนำดังนี้:

  • อินเทอร์เน็ต: ต้องนิ่งและเสถียร (แนะนำให้ใช้สาย LAN — WiFi สามารถใช้ได้ แต่อาจเจอสัญญาณรบกวนทำให้เสียงกระตุก)
  • หูฟัง ไมโครโฟน เครื่องดนตรี: ควรใส่หูฟัง เพื่อป้องกันไม่ให้เสียงจากลำโพงวนกลับเข้าไมค์ซึ่งจะทำให้เกิดเสียงหอน (หรือถ้าจะใช้ลำโพง ก็ควรต่อเสียงจากเครื่องดนตรีเข้าคอมพิวเตอร์โดยตรงและปิดไมค์)
  • อุปกรณ์: คอมพิวเตอร์และ Audio Interface ที่เหมาะสม

สามารถเช็คอุปกรณ์ได้ที่หน้า “เช็คความพร้อมอุปกรณ์”

มีค่าใช้จ่ายในการเล่น Jamulus ไหม?

ตัวโปรแกรม Jamulus โหลดมาใช้งานได้ฟรีครับ (Open Source) แต่คุณอาจจะเสียเงินไปกับอุปกรณ์ต่างๆ แทน (เช่น ไมโครโฟน, Audio Interface หรือหูฟังดีๆ) เพื่อคุณภาพเสียงที่ดีขึ้นครับ

🚀 การเริ่มต้นใช้งาน

อยากเริ่มเล่นต้องทำยังไง?
  1. เข้าไปที่เว็บ jamulus.io
  2. โหลดโปรแกรมมาติดตั้ง
  3. อ่านคู่มือในหน้า Get Started ของเว็บและทำตามขั้นตอนได้เลย
เข้ามาแล้วเชื่อมต่อ Server ไหนดี?

ถ้ามาเป็นวง (หาห้องซ้อม): มองหา Server สาธารณะในไทยที่ว่างอยู่ แล้วกดเชื่อมต่อเข้าไปซ้อมกันได้เลย

ถ้ามาคนเดียว (หาเพื่อนเล่นดนตรีด้วย): ลองหา Server ที่มีคนอยู่ แล้วกดเข้าไปแจมได้เลย

คำแนะนำ: แต่ละ Server อาจมีกฎระเบียบที่แตกต่างกัน มักจะเขียนไว้ในช่องแชท โปรดอ่านและเคารพกฎของ Server นั้นๆ ด้วยครับ แต่โดยทั่วไปแล้ว เซิร์ฟเวอร์สาธารณะส่วนมาก หากไม่ได้ทำกิจกรรมพิเศษอะไรอยู่ ก็สามารถกดเข้าไปแจมกันได้เลย

ก่อนกด Connect เข้าห้องควรทำอะไร?

แนะนำให้กดปุ่ม "Mute Myself" ก่อนเชื่อมต่อ เพื่อป้องกันไม่ให้เสียงไมค์ของเราดังลั่นห้องทันทีที่เข้าไป จากนั้นค่อยๆ ทดสอบเสียงตัวเองว่าโอเคไหม แล้วจึงค่อยเริ่มสื่อสาร

อยากรู้ว่ามีใครเล่น Jamulus อยู่บ้าง สามารถเช็คได้ตรงไหน?

ช่องทางเช็ครายชื่อ Server และคนเล่น:

  1. ในโปรแกรม Jamulus: กด Connect แล้วดูรายชื่อ
  2. เว็บ MJTH: ไปที่ MJTH Services → "รายชื่อ Server ในไทย"
  3. ใน Discord: Thailand Jamulus User Group (ดูที่ห้อง #รายชื่อเซิร์ฟเวอร์)
ถ้ากด Connect แล้วรายชื่อ Server ไม่ขึ้น ทำอย่างไร?

ปัญหานี้มักเกิดกับลิสต์ Any Genre 1 ครับ (Genre อื่นๆ มักไม่ค่อยเป็น)

วิธีแก้: ให้เข้าไปดูรายชื่อเซิร์ฟเวอร์ผ่านเว็บไซต์ (MJTH Services → "รายชื่อ Server ในไทย") จากนั้น Copy Server Address ของห้องที่จะเข้า มาวางใส่ช่อง “Server Address” ในโปรแกรม Jamulus แล้วกด Connect ได้เลย

อยากรู้จักและพูดคุยกับคนไทยที่เล่น Jamulus มีช่องทางไหนบ้าง?

เข้ามาคุยกันได้:

  1. Jamulus: ถ้าเห็นใครออนไลน์ ลองกดเข้าไปทักทายในแชท หรือเปิดไมค์คุยได้ถ้าไม่ได้ซ้อมเพลงหรือเล่นดนตรีกันอยู่
  2. Facebook: กลุ่ม Thailand Jamulus User Group
  3. Discord: เซิร์ฟเวอร์ Thailand Jamulus User Group

🎛️ การปรับเสียงและ Mixer

ควรส่งเสียงดังแค่ไหน? (Gain Level)

ให้ดูที่แถบไฟสถานะ (Indicator) ข้างๆ Fader ของเราครับ

  • 🟢 สีเขียว - 🟡 สีเหลืองเม็ดแรก: กำลังดี
  • 🔴 สีแดง: ห้ามเด็ดขาด เพราะเสียงจะแตก (Clip) และมิกซ์ยาก
ถ้าปรับ Mixer ในหน้าจอของเรา จะไปกระทบเสียงที่คนอื่นได้ยินไหม?

Mixer ใน Jamulus เป็นแบบ "ของใครของมัน" (Personal Mix) คุณสามารถปรับลด-เพิ่มเสียงเพื่อนคนไหนก็ได้ตามใจชอบ โดยไม่กระทบเสียงที่คนอื่นได้ยินครับ

ถ้าเจอคนแปลกหน้าเข้ามาป่วน หรือไม่อยากได้ยินเสียงคนอื่นที่ไม่ใช่วงเรา ทำยังไง?

สามารถใช้ฟีเจอร์ "Solo" โดยให้นักดนตรีในวงทุกคน กดปุ่ม Solo ที่ช่องของเพื่อนร่วมวงให้ครบทุกคน (รวมถึงตัวคุณเองด้วย) เมื่อกดแล้ว เราจะได้ยินเฉพาะเสียงของคนที่เรา Solo ไว้เท่านั้น ต่อให้มีคนแปลกหน้าเข้ามาส่งเสียงดัง ก็จะไม่ได้ยินเสียงเขาครับ

ควรตั้งค่า Audio Channel อย่างไร?

แนะนำให้ตั้งเป็น Mono-in/Stereo-out หรือ Stereo ครับ

  • Stereo: สำหรับเครื่องดนตรีที่เป็น Stereo เช่น เปียโนไฟฟ้า
  • Mono-in/Stereo-out: สำหรับคนที่ใช้ Audio Interface ที่เสียบไมค์ช่องนึง กีตาร์อีกช่องนึง การตั้งแบบนี้จะช่วยรวมเสียงทั้ง 2 ช่องให้มาอยู่ตรงกลาง (ถ้าตั้ง Stereo เฉยๆ เสียงไมค์อาจจะออกแค่หูซ้าย กีตาร์ออกแค่หูขวา) โดยเสียงที่เซิร์ฟเวอร์ส่งกลับมาจะเป็น Stereo ทำให้เราสามารถ pan เสียงเพื่อนร่วมวงไปทางซ้ายหรือขวาได้
Audio Quality, Buffer Delay, Jitter Buffer ควรตั้งค่าเท่าไหร่?
  • Audio Quality: แนะนำ High
  • Buffer Delay: ไม่มีค่าตายตัว ต้องลองปรับหาจุดที่สมดุล
    • ถ้าน้อยเกินไป: เสียงจะซ่า แตก ขาดๆ หายๆ
    • ถ้ามากเกินไป: เสียงจะดีเลย์
    • คำแนะนำ: ปรับให้น้อยที่สุดเท่าที่เสียงยังชัด
  • Jitter Buffer:
    • สำหรับนักดนตรี: แนะนำตั้งเป็น auto
    • สำหรับคนฟัง/สตรีมเมอร์: แนะนำตั้งค่า Manual ให้สูงขึ้น (เช่น 20/20) เพื่อลดอาการเสียงกระตุก
การตั้งค่าสำหรับการไลฟ์สด (Streaming) ต่างจากการเล่นปกติไหม?

ต่างกันครับ

  • นักดนตรี: ต้องการดีเลย์น้อยสุด ให้ตั้ง Buffer Delay ต่ำๆ และ Jitter Buffer เป็น Auto เพื่อให้เล่นเข้าจังหวะได้
  • สตรีมเมอร์: ต้องการความเสถียรสูงสุด หลีกเลี่ยงอาการเสียงกระตุก ให้ตั้ง Jitter Buffer แบบ Manual สูงๆ ได้เลย (20/20) เพราะคนดูในไลฟ์ไม่ได้ต้องการ Real-time ขนาดระดับมิลลิวินาทีเหมือนนักดนตรี ตั้ง Buffer Delay ให้เยอะสุดเท่าที่ระบบรองรับ และอย่าลืมตั้ง Audio Quality เป็น High

บางวงที่ซีเรียสเรื่องคุณภาพ โฮสต์อาจใช้คอมพิวเตอร์ 2 เครื่อง (เครื่องหนึ่งเล่น ตั้งค่าแบบนักดนตรี / อีกเครื่องไว้รับเสียงเพื่อไลฟ์ ตั้งค่าแบบสตรีมเมอร์)

⏳ การรับมือกับดีเลย์และปัญหาเสียง

เรารับมือกับดีเลย์อย่างไร?

กฎทอง (The Golden Rule) ของการเล่น Jamulus คือ "ให้ฟังเสียงที่ส่งกลับมาจากเซิร์ฟเวอร์, อย่าฟังเสียงจากอุปกรณ์ดนตรีตรงๆ"

ปกติสัญญาณเสียงต้องใช้เวลาในการเดินทางและประมวลผล ทำให้เสียงที่เราได้ยินจากเซิร์ฟเวอร์ จะมาช้ากว่ามือที่เราเล่นไปนิดหน่อย ซึ่งเราต้อง ปรับตัว โดยการเล่นล่วงหน้า (Play ahead) หรือเล่นไปก่อนเสียงที่ได้ยินเล็กน้อย เพื่อให้เสียงของเราที่เซิร์ฟเวอร์รวมเสียงกับคนอื่นๆ และส่งกลับมา มันตรงจังหวะพอดี

เราสามารถเช็คว่าเซ็ตอัพของเรา มีดีเลย์เท่าไหร่ได้ โดยการเช็คค่า Delay ตรงด้านซ้ายของหน้าจอหลัก:

  • < 30 ms: ดีมาก แทบไม่ต้องปรับตัว เล่นได้เหมือนอยู่ห้องเดียวกัน
  • 30 - 50 ms: พอเล่นได้ อาจจะรู้สึกหน่วงนิดหน่อย แต่เมื่อเล่นไปหลายๆ เพลงแล้วจะชินเอง
  • > 50 ms: เริ่มเล่นยาก ต้องใช้สมาธิ อาศัยความชิน และการคาดเดาจังหวะ

คำแนะนำ:

  1. อย่ารอเพื่อน: หากได้ยินเสียงเพื่อนช้า อย่าเล่นช้าลงเพื่อรอเขา ไม่อย่างนั้นเพลงจะย้วยลงเรื่อยๆ ให้รักษาจังหวะของเราไว้ (หรือให้ยึดจังหวะจากคนคุมจังหวะ เช่น มือกลอง เป็นหลัก — โดยคนคุมจังหวะจะต้องเล่นดนตรีโดยอิงจังหวะของตัวเอง ไม่รอเพื่อนรวมวง เพื่อให้เพลงไม่ช้าลง)
  2. ฝึกฝน: เล่นไปสัก 100 เพลง เดี๋ยวร่างกายจะจำได้และชินไปเองครับ

สำหรับคนที่เป็นนักดนตรี การปรับตัวกับดีเลย์ ที่มากกว่า 30ms อาจจะยากหน่อย แต่ในชุมชน ก็มีหลายๆ คนที่เล่น Jamulus เป็นประจำด้วยดีเลย์ประมาณ 60~90ms

Ping กับ Overall Delay คืออะไร? และค่าปกติควรอยู่ที่เท่าไหร่?

ในหน้าจอ Jamulus ฝั่งซ้ายล่าง คุณจะเห็นตัวเลข 2 ค่านี้ ซึ่งมีความหมายต่างกัน:

  1. Ping (Network Latency)

    • คือ "เวลาในการเดินทาง" ของข้อมูลจากบ้านเรา วิ่งไปที่เซิร์ฟเวอร์และวิ่งกลับมา
    • ขึ้นอยู่กับ: ความเร็วเน็ต, ระยะทาง และชนิดการเชื่อมต่อ
    • ค่าปกติ (Reference):
      • Fiber + LAN: ประมาณ 3 - 15 ms (ดีที่สุด)
      • 5G: ประมาณ 15 - 40 ms
      • 4G: ประมาณ 30 - 50 ms
  2. Delay (Overall Delay)

    • คือ "เวลารวมทั้งหมด" ตั้งแต่เราดีดกีตาร์ → คอมพิวเตอร์ประมวลผล → ส่งไป Server → Server รวมเสียงส่งกลับมา → คอมพิวเตอร์ประมวลผล → เสียงออกหูฟัง
    • ขึ้นอยู่กับ: Ping (ข้อ 1) + ประสิทธิภาพคอมพิวเตอร์, การตั้งค่า Audio Interface (Buffer Size), และ Network Jitter Buffer
    • ค่าปกติ (Reference): ดูหัวข้อ "เรารับมือกับดีเลย์อย่างไร?"
ไฟสถานะ (LED) ตรง Delay และ Jitter บอกอะไร?
  1. ไฟ Delay (บอกความหน่วงรวม)
    • 🟢 สีเขียว: ≤ 43 ms (ดีมาก เล่นได้ลื่นไหล)
    • 🟡 สีเหลือง: 44 - 68 ms (พอเล่นได้ อาจต้องปรับตัวนิดหน่อย)
    • 🔴 สีแดง: > 68 ms (ดีเลย์สูง เริ่มเล่นยากแล้ว)
  2. ไฟ Jitter (บอกความนิ่งของสัญญาณ)
    • 🟢 สีเขียว: สัญญาณไม่ติดขัด
    • 🔴 สีแดง: สัญญาณติดขัด เสียงกำลัง "กระตุก" หรือขาดหาย ซึ่งเกิดได้จาก
      • Buffer น้อยเกินไป: คอมประมวลผลไม่ทัน (แก้โดยเพิ่ม Buffer Size)
      • เน็ตไม่นิ่ง: สัญญาณเน็ตแกว่ง หรือ Bandwidth ไม่พอ
เวลาพูดแล้วได้ยินเสียงตัวเองตีกลับมา ทำยังไงดี?

อาการนี้ "เป็นเรื่องปกติ" ของการตั้งค่าที่ถูกต้องครับ เพราะเราต้องได้ยินเสียงตัวเองที่เซิร์ฟเวอร์รวมกับเสียงคนอื่นๆ ด้วย เพื่อเช็คว่าเราเล่นตรงจังหวะไหม

วิธีแก้ (เฉพาะตอนคุยเล่น): หากคุณแค่ต้องการพูดคุยและรำคาญเสียงตัวเอง คุณสามารถกดปุ่ม "Mute" ที่ช่องของตัวเอง (ในหน้าจอ Mixer ของเรา) เพื่อปิดเสียงตัวเองในหูเราได้ (คนอื่นยังได้ยินเราปกติ)

⚠️ คำเตือน: เมื่อเริ่มเล่นดนตรี ควร Unmute เพื่อฟังเสียงตัวเองที่กลับมาจากเซิร์ฟเวอร์ เพื่อที่จะเล่นหรือร้องให้ตรงจังหวะกับเพื่อนได้

ได้ยินเสียงสะท้อน 2 รอบ (Double Echo) เกิดจากอะไร?

มักเกิดจากการเปิดฟีเจอร์ Direct Monitoring ที่ตัว Audio Interface หรือ Mixer ของคุณไว้ ทำให้คุณได้ยินเสียงสดจากเครื่องดนตรี (รอบที่ 1) ผสมกับเสียงที่วนกลับมาจากเซิร์ฟเวอร์ (รอบที่ 2)

วิธีแก้: ให้ปิดปุ่ม Direct Monitoring / Monitor Mix ที่อุปกรณ์ของคุณ ให้เหลือแต่เสียงที่มาจากคอมพิวเตอร์ (เสียงจาก Jamulus) เพียงอย่างเดียว

มีวิธีลด Overall Delay ให้ต่ำที่สุดไหม?

หากรู้สึกว่าดีเลย์เยอะเกินไป ลองตรวจสอบดังนี้:

  1. Internet: ใช้เน็ต Fiber และเสียบสาย LAN (เลี่ยง WiFi)
  2. Driver (Windows): ติดตั้ง Driver แบบ ASIO ที่มากับ Audio Interface
  3. Buffer Size: ปรับลด Buffer Delay ในการตั้งค่า ASIO ให้ต่ำที่สุดเท่าที่เสียงจะไม่แตก

ข้อคิด: หาก Overall Delay ของคุณต่ำกว่า 50 ms แล้ว ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่เล่นได้ แนะนำให้ปรับตัวให้ชินไปด้วย

เสียงกระตุก ขาดๆ หายๆ แก้ไขอย่างไร?

อาการเสียงกระตุก (Jitter) มักเกิดจากสัญญาณอินเทอร์เน็ตไม่นิ่ง ให้ลองสังเกตดังนี้:

  • ถ้าเสียงคนใดคนนึงกระตุก แต่เสียงคนอื่นๆ ยังปกติ: เป็นปัญหาที่เน็ตของคนนั้น
  • ถ้าเสียงทุกคนกระตุกหมด: เป็นปัญหาที่เน็ตของเรา หรือ เน็ตของเซิร์ฟเวอร์

วิธีแก้ไข:

  1. เลิกใช้ WiFi: สัญญาณรบกวนของ WiFi คือศัตรูตัวฉกาจของการเล่น real-time ให้ใช้สาย LAN เสียบเข้าเราเตอร์โดยตรง
  2. ปัญหาจาก Server: หากเซิร์ฟเวอร์นั้นเป็น Home Server (เปิดจากคอมบ้าน) และคนเปิดโดยใช้ WiFi เพื่อนทั้งวงจะกระตุกพร้อมกัน แนะนำให้ย้ายไปใช้เซิร์ฟเวอร์ที่อยู่บนคลาวด์แทน (เซิร์ฟเวอร์สาธารณะส่วนใหญ่ รวมถึงเซิร์ฟเวอร์ของ MJTH ทำงานอยู่บนคลาวด์ทั้งหมด)
เสียงซ่า หรือเสียงแตก (Crackling) เกิดจากอะไร?

มักเกิดจากการปรับค่า Buffer Delay ต่ำเกินไป จนคอมพิวเตอร์ประมวลผลไม่ทัน

วิธีแก้: ให้ลองเพิ่มค่า Buffer Delay (หรือ Buffer Size) ขึ้นทีละนิด จนกว่าเสียงจะกลับมาชัดเจนและไม่แตก

🖥️ การเปิดเซิร์ฟเวอร์

จำเป็นต้องเปิด Server ของตัวเองไหม?

ไม่จำเป็นครับ คุณสามารถใช้ Server สาธารณะที่มีอยู่แล้วได้ หากคุณกลัวว่าคนอื่นจะเข้ามารบกวน สามารถใช้วิธี "Solo" กันเองในวงเพื่อตัดเสียงรบกวนจากคนอื่นได้

แต่ คุณควรเปิด Server ส่วนตัวในกรณีที่:

  • ต้องการความเป็นส่วนตัวสูง (เช่นเวลาแต่งเพลงใหม่)
  • ไม่อยากให้คนอื่นเข้ามาฟัง (เพราะ Server สาธารณะ ใครก็เข้ามาฟังได้)
วิธีการเปิด Server ทำอย่างไร?

หลักๆ มี 3 วิธีครับ:

  1. ใช้คอมพิวเตอร์และเน็ตบ้านตัวเอง (Home Server)

    • สามารถศึกษาได้ที่คู่มือ Running a Server
    • ข้อดี: ฟรี
    • ข้อเสีย: ต้องตั้งค่า Router (Forward Port) ซึ่งอาจยุ่งยาก, เพื่อนบางคนอาจต่อเข้ามาไม่ได้, ถ้าเน็ตบ้านไม่เสถียร เพื่อนทุกคนจะกระตุกหมด
  2. เช่า Server สำเร็จรูป

    • สามารถติดต่อผ่าน LINE: @jaas.th ได้ ระบบดูแลโดยผู้ดูแลเซิร์ฟเวอร์ MJTH
    • ข้อดี: คัดผู้ให้บริการเซิร์ฟเวอร์ที่ดีมาแล้ว, จ่ายตามจริงเป็นรายนาที/จำนวนคนเล่น, ระบบเปิด-ปิดอัตโนมัติ ใช้งานง่าย เหมาะสำหรับคนที่ไม่อยากยุ่งยากเรื่องเทคนิค
    • ข้อเสีย: หากใช้งานเป็นประจำ ราคาจะแพงกว่าเปิดเซิร์ฟเวอร์เป็นของตัวเอง
  3. เช่า Cloud/VPS มาทำเอง

    • สามารถศึกษาได้ที่คู่มือ Running a Server
    • ข้อดี: มีตัวเลือกราคาหลากหลาย (ตั้งแต่หลักร้อยถึงหลักพันต่อเดือน), สัญญาณที่ IDC (Internet Data Center) มักจะเสถียรกว่าเน็ตบ้าน, ยืดหยุ่นในการปรับแต่ง, มีวิธีการคิดเงินที่หลากหลาย (มีทั้งแบบรายเดือนเหมาจ่าย และแบบรายชั่วโมง (Pay-as-you-go) ที่เราสามารถเปิด-ปิด server เพื่อประหยัดงบได้)
    • ข้อเสีย: ต้องมีความรู้ในการตั้งค่า Server, ต้องเลือกผู้ให้บริการดีๆ (ราคาไม่ได้การันตีคุณภาพเสมอไป — บางครั้งเซิร์ฟเวอร์บางเจ้าที่ราคาเดือนละ 500 บาท อาจนิ่งกว่าบางเจ้าที่ราคาเดือนละ 2,000 บาทก็ได้)

🔴 การบันทึกเสียง

สามารถอัดเสียงใน Jamulus ได้ไหม?

สามารถทำได้หลายวิธี และสามารถใช้หลายวิธีพร้อมๆ กันได้:

  1. อัดที่เครื่องตัวเอง:

    • Windows: ใช้โปรแกรม Virtual ASIO Device เช่น VoiceMeeter เพื่อส่งเสียงจาก Jamulus ไปโปรแกรมอัดเสียง
    • Mac: ใช้ Virtual Audio Driver เช่น Loopback หรือ BlackHole
    • Hardware: ต่อสายจาก Output ของ Audio Interface เข้าเครื่องอัดเสียงภายนอก
  2. อัดผ่าน Server (MJTH)

    • สำหรับ server ของ MJTH จะมีระบบอัดเสียงย้อนหลัง ซึ่งสามารถสั่งงานผ่านแชทได้ ดูรายละเอียดที่หน้า “ระบบบันทึกเสียงย้อนหลัง” (วิธีนี้ ไม่สามารถปรับระดับเสียงของแต่ละคนได้ โดยนักดนตรีทุกคนต้องตั้งค่าระดับเสียงให้ลงตัวเอง)
  3. อัดผ่านล็อบบี้

    • บางเซิร์ฟเวอร์มีระบบล็อบบี้ที่สามารถฟังเสียงผ่านเว็บได้ คุณสามารถใช้ฟังก์ชัน Record บนเว็บล็อบบี้ได้ (แต่จะไม่สามารถปรับระดับเสียงของแต่ละคนได้เช่นเดียวกัน)
  4. อัดเสียงแบบ Multi-track

    • หากคุณเปิด Server ของตัวเอง สามารถเปิดฟีเจอร์อัดเสียงแบบแยกไลน์ (Multi-track recording) ได้ โดยโปรแกรมเซิร์ฟเวอร์จะบันทึกไฟล์ .wav แยกของแต่ละคน
  5. ให้แต่ละคนอัดเสียงไลน์ของตัวเอง แยกจาก Jamulus

    • วิธีนี้จะเสี่ยงต่อปัญหาสัญญาณอินเตอร์เน็ตน้อยสุด แต่นักดนตรีจะต้องตั้งค่าการอัดเสียงของตัวเอง